วิตามินเอมีประโยชน์อย่างไร

ใครต้องการมีตาสวย ให้กินผักบุ้ง”  คำกล่าวนี้ หลาย ๆ คน คงจะเคยได้ยินมาตั้งแต่เด็ก ๆ กินผักบุ้งแล้ว   ตาสวยจริงหรือไม่ ติดตามคำตอบได้ในบทความนี้  วิตามินคืออะไร

วิตามินคือ สารอินทรีย์ที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ซึ่งมีอยู่ ประมาณ 20 ชนิด  บางชนิดร่างกายสังเคราะห์เองได้ แต่บางชนิดร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น และความต้องการวิตามินแต่ละชนิดของร่างกายมีความแตกต่างกัน

วิตามินทำหน้าที่ช่วยเร่งการเกิดปฏิกิริยาชีวเคมีภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตให้เป็นปกติ แต่เนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์จึงถูกทำลายได้ง่ายจากกระบวนการออกซิเดชัน เมื่อถูกอากาศและความร้อนสูง การได้รับวิตามินไม่เพียงพอพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นปัญหาทางโภชนาการมากกว่าสารอาหารชนิดอื่น ๆ วิตามินเอ (Retinol ) เป็นวิตามินที่อยู่ในกลุ่มของวิตามินที่ละลายได้ในน้ำมันหรือไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินอี ดีและเค วิตามินเออยู่ใน 2 รูป ดังนี้

  1. เรตินอล  เป็นรูปของวิตามินเอ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายบริเวณลำไส้เล็กตอนบนเช่นเดียวกับไขมัน
  2. แคโรทีน  เป็นรูปของวิตามินเอที่จะต้องเกิดกระบวนการทางชีวเคมีเพื่อเปลี่ยนเป็นเรตินอลให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

คำว่าแคโรทีน ทุกคนคุ้นเคยมาก ๆ ในแง่สารต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แคโรทีนเป็นสารที่มีอยู่ในผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง หรือส้ม เช่น ฟักทอง มะละกอสุก แครอท และผักที่มีสีเขียวเข้มได้แก่ คะน้า ตำลึง และผักบุ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักบุ้งนาที่มีสีแดง ๆ

แหล่งวิตามินเอ

            วิตามินเอ ( เรตินอล ) มีอยู่ในอาหารต่าง ๆ ได้แก่ ไข่แดง นม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม ต้มสัตว์ ปลาทะเลที่มีมัน และในน้ำมันตับปลา เบตาแคโรทีน  เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนที่สามารถเปลี่ยนรูปเป็นเรตินอลได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเบตาแคโรทีน 6 ส่วน จึงจะเท่ากับเรตินอล 1 ส่วน  ( ร่างกายได้รับเบตาแคโรทีนมาก ๆ ผิวจะเหลือง แต่ไม่ใช่โรคดีซ่าน อาจเกิดจากรับประทานมะละกอสุกทุก ๆ วัน วันละมาก ๆ แต่ไม่มีอันตราย หยุดรับประทานจำนวนมากติดต่อกัน ร่างกายเพิ่มความสูงก็จะขับออกทิ้ง ผิวก็จะหายเหลือง ไม่ต้องตกใจ )

ปริมาณวิตามินเอในอาหาร แสดงในลักษณะของผลรวมของวิตามินเอที่ร่างกายนำไปใช้ได้  ( Total Retinol  Equivalents หรือ Total RE)  ซึ่งก็คือ ผลรวมของปริมาณของเรตินอลที่ได้จากอาหารโดยตรง กับปริมาณของเรตินอลที่เกิดจาการเปลี่ยนรูปของเบตาแคโรทีน  ( หน่วยไมโครกรัม )

97dfajjaehgdcfa6jkgki

ประโยชน์ของวิตามินเอ

  1. เพื่อผลิตโรดอปซิน ( Rhodopsin )  ซึ่งเป็นสารมีสี ที่ไวต่อแสงในเซลล์รูปแท่ง ( rod cell ) ภายในม่านตา  ( retina ) ช่วยให้สามารถมองเห็นได้ในเวลาที่มีแสงน้อย หรือในที่มืดสลัว
  2. ช่วยบำรุงรักษาเซลล์เยื่อบุของอวัยวะต่าง ๆ โดยกระตุ้นการสร้างไกลโคโปรตีนช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ให้ชุ่มชื้น
  3. ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟัน
  4. ช่วยในการรักษาสมดุลของระบบสืบพันธุ์ โดยช่วยในการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ในเพศชาย และควบคุมระบบประจำเดือนในเพศหญิงให้ทำงานเป็นปกติ
  5. เบต้าแคโรทีน ทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซิเดชัน ( antioxidant ) คอยกำจัดอนุมูลอิสระ ( free radicals ) ช่วยให้เซลล์ในร่างกายเจริญเติบโตเป็นปกติ

สภาวะการได้รับวิตามินเอในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

สภาวะการขาดวิตามินเอ

  1. การขาดวิตามินเอทำให้เกิดอาการฟางในเวลากลางคืน
  2. ทำให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ผิวหนัง และเซลล์เยื่อบุของอวัยวะในผิวหนังเกิดอาการผิวหนา แห้ง หยาบเป็นเกล็ด และเกิดเป็นตุ่มบริเวณรูขุมขน เกิดอาการอักเสบและติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินปัสสาวะ
  3. ในเด็กทำให้กระดูกไม่มีการเพิ่มความสูง เกิดการเจริญที่ผิดปกติผิดรูปร่าง รูปร่างแคระแกรน เคลือบฟันไม่แข็งแรง ฟันผุง่าย
  4. ระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

สภาวะได้รับวิตามินเอมากเกินความต้องการ

ส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ผิวหนังแห้งหยาบ  คัน เป็นขุย ผมร่วง ปวดตรงกระดูก และข้อต่อ และนัยน์ตาเห็นภาพซ้อน  จากข้อมูลของวิตามินเอ ดังกล่าวข้างต้น เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว คนไทยไม่น่าจะขาดวิตามินเอ เพราะแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอมีมากมายหาไม่ยากและราคาไม่แพง แต่ความเป็นจริงกลับมีคนไทยมีปัญหาสุขภาพจากการขาดวิตามินเอ ซึ่งอาจจะรวมถึงท่านผู้อ่านด้วยรึเปล่า ให้ลองกลับไปอ่านหัวข้อ สภาวะการได้รับวิตามินเอในปริมาณไม่เหมาะสมอีกครั้งท่านอาจได้รับวิตามินเอมากเกินความต้องการทำให้ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ผิวหนังหยาบ คัน เป็นขุย  สาว ๆ หลายคน คงจะนำความรู้เกี่ยวกับวิตามินเอ ไปช่วยทำให้ผิวสวย เนียนนุ่ม ไม่หยาบเป็นเกล็ด เป็นตุ่มบริเวณรูขุมขน และแห้งกร้าน อ้อ ! เด็ก ๆ จำได้ไหมขาดวิตามินเอ ทำให้ตาพร่ามัว  ตาแห้งเป็นเกร็ดกระดี่ อักเสบและ ตาอาจจะบอดหวังว่า ข้อมูลนี้จะทำให้ท่านนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดอาหารเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเอในปริมาณที่เหมาะสม ไม่น้อยเกินไป หรือมากเกินไป และหวังว่าคงจะได้คำตอบแล้วว่า กินผักบุ้งแล้วตาสวยหรือไม่