ภูมิคุ้มกันกับการออกกำลังกาย

ภูมิคุ้มกันกับการออกกำลังกาย

เมื่อพูดถึงการออกกำลังกาย คนส่วนใหญ่จะนึกถึงการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  การเคลื่อนไหวของข้อต่อต่าง ๆ นึกถึงการเผาผลาญกำลังงานของร่างกาย

เพื่อรีดไขมันส่วนเกินออกหรือมักจะพูดถึงการเต้นของหัวใจ ซึ่งต้องเร็วถึง (220 – อายุ) x 60%  เพื่อไม่ให้เส้นเลือดตีบ-ตันก่อนเวลาอันสมควร หรือเพื่อทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง  เป็นต้น   แต่มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งถ้าพิจารณาให้ดีแล้วจะมีความสำคัญมากและเป็นผลโดยตรงจากการออกกำลังกายที่พอเหมาะ และสม่ำเสมอ สิ่งนั้นก็คือผลของการออกกำลังกายหรือกายบริหารที่มีต่อ “ระบบน้ำเหลือง” ซึ่งเป็นระบบกำจัดของเสียของร่างกายที่มีความละม้ายคล้ายคลึงกับระบบบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก

  • ระบบน้ำเหลือง  เป็นระบบสำคัญของร่างกายที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อต่อสู้และกำจัดเชื้อโรคและมลพิษสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกร่ายกาย   กวาดล้างเซลล์ที่ผิดปกติ  เช่น  เซลล์มะเร็งและเซลล์ของร่างกายที่ตายแล้ว ตลอดจนการช่วยซ่อมแซมทดแทนเซลล์ซึ่งบาดเจ็บ หรือหมดอายุขัยแล้วขึ้นมาใหม่  เพื่อให้ร่างกายสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปอย่างมีประ-สิทธิภาพและมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
  • เม็ดเลือดขาว  ซึ่งเป็นทหารของร่างกายจำนวนมากมายเกิดในต่อมน้ำเหลือง รวมทั้งในต่อมท็อนซิล  ต่อมไทมัสและม้าม  เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญมากในการต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มีอันตรายต่อร่างกาย  เช่น  บี-เซลล์ (B-lymphocyles) รับผิดชอบในการผลิตภูมิต้านทานไว้ต่อต้านเชื้อโรค  ที-เซลล์ (T-cell) บางชนิดสามารถส่งสัญญาณอันตรายให้แก่เม็ดเลือดขาวชนิดต่าง ๆ ให้ออกมาต่อสู้กับศัตรู หรือส่งข่าวว่าสถานการณ์ปลอดภัยแล้ว   ที-เซลล์บางชนิดสามารถเจาะทำลายผนังของเซลล์ที่ผิดปกติ เช่น  เซลล์มะเร็งหรือเซลล์ของร่างกายที่ติดเชื้อให้แตกทำลายได้   ที-เซลล์บางตัวจะจดจำและสามารถทำลายเชื้อโรคที่ร่างกายเคยได้รับมากก่อนและหายจากโรคนั้นแล้ว (เซลล์ภูมิต้านทาน)    เม็ดเลือดขาวบางชนิด (Macrophage) สามารถกินหรือเก็บกวาดชิ้นส่วนของเซลล์ในร่างกายที่แตกทำลายแล้ว รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ๆ ด้วยเพื่อนำไปกำจัดทิ้งในต่อมน้ำเหลือง

ตรงกันข้ามกับระบบเส้นเลือด ซึ่งมีหัวใจเป็นปั๊มสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่าง-กาย   การขับเคลื่อนของน้ำเหลืองเกิดจากการบีบตัวของท่อน้ำเหลืองเองและระบบลิ้น (วาล์ว) ป้องกันการไหลย้อนกลับของน้ำเหลือง หรือทำให้น้ำเหลืองไหลได้เพียงทางเดียว   การบีบตัวของท่อน้ำเหลืองนี้อาจเกิดได้จากการกระตุุ้้นโดยตรงต่อผนังของท่อน้ำเหลือง จากการเคลื่อนไหวโดยทั่วไปของร่างกาย  จากกการหดตัวของกล้ามเนื้อ  จากการยืดเหยียดเพิ่มความสูงของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  จากการบีบนวด  จากการเคลื่อนไหวหนีแรงโน้มถ่วงของโลก  เช่น  การกระโหย่งหรือกระโดดขึ้นลงจากแรงเหวี่ยง  เช่น  การแกว่งแขน  เหวี่ยงแขน  เป็นต้น   ตามปกติน้ำเหลืองจะขับเคลื่อนได้ในความเร็วประมาณ 12 ซม.ต่อ 1 ชั่วโมง  แต่ในการออกกำลังกายที่พอเหมาะ การขับเคลื่อนของน้ำเหลืองเร็วอาจจะไปได้เร็วถึง 10-15 เท่าของความเร็วปกติ   การมีสมาธิและจิตสงบมาก ๆ ก็จะทำให้การขับเคลื่อนของน้ำเหลืองคงเร็วขึ้นด้วย   จากการศึกษาวิจัยพบว่า การบริหารร่างกายขนาดปานกลางและสม่ำเสมอจะทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น (เม็ดเลือดขาวบางชนิดเพิ่มความสูง ,การเจ็บป่วยน้อยลง) ขณะที่การบริหารร่างกายหนัก ๆ หรือรุนแรงอาจจะทำให้เซลล์บางส่วนของร่างกายชอกช้ำและทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลงได้

การไหลเวียนของน้ำเหลืองมีผลต่อสุขภาพได้เป็นอย่างมาก นอกจากในแง่ของการป้องกันรักษาโรคแล้ว การซ่อมแซมเซลล์ที่บาดเจ็บหรือเซลล์ตายทั่วทั้งร่างกายจะมีอยู่ตลอดเวลา เช่น ในกระดูก  กล้ามเนื้อ  เนื้อเยื่อประสานซึ่งยึดเซลล์ต่าง ๆ ไว้ด้วยกันทั่วร่างกาย  สารที่ทำหน้าที่เหมือนกาวยึดเซลล์ไว้ด้วยกัน (collagen) และสารที่ทำให้เซลล์ยืดหยุ่น (elastin) ล้วนแล้วแต่มีการเปลี่ยนแปลงทดแทนอยู่อย่างสม่ำเสมอ   อันที่จริงเซลล์ทุกเซลล์ของร่างกายในวันนี้จะเปลี่ยนใหม่หมดโดยใช้เวลาประมาณ 7 ปี  ดังนั้นถ้าระบบน้ำเหลืองคั่งค้างจะทำให้การซ่อมแซมเป็นไปไม่ได้ดีตรงกันข้ามในผู้ที่ออกกำลังกายพอเหมาะและสม่ำเสมอ  มีการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองดี  การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็ย่อมเป็นไปด้วยดี จะมีการชะลอความเสื่อมของร่างกายได้มาก จะเห็นได้ว่าผู้ที่บริหารร่างกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอมักมีหน้าตาอ่อนกว่าอายุ   นอกจากนี้การที่น้ำเหลืองไหลเวียนเร็วก็ย่อมทำให้การกำจัดของเสียของร่างกาย     การขนส่งไขมันและวิตามินจากลำไส้ทำได้เร็วขึ้นด้วย

ทำให้ร่างกายโดยทั่ว ๆ ไปมีความสดชื่น  จิตใจแจ่มใส  จากสถิติผู้บริหารร่างกายสม่ำเสมอจะมีอัตราของการเป็นโรคหัวใจและสมองขาดเลือด  การเป็นมะเร็งและการเป็นโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมาก

.

.